สรุปภารกิจสำคัญของประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการเข้าร่วมประชุมใหญ่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโลก ครั้งที่ ๖ (the 6th Congress of the World Conference on Constitutional Justice: the 6th WCCJ) ณ กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน
ศาสตราจารย์ ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
พร้อมด้วยนายนภดล เทพพิทักษ์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และศาสตราจารย์ ดร. อุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เข้าร่วมการประชุมใหญ่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโลก ครั้งที่ 6 (the 6th Congress of the World
Conference on Constitutional Justice: the 6th WCCJ) ณ กรุงมาดริด
ราชอาณาจักรสเปน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2568
โดยการประชุมดังกล่าวประกอบด้วยการประชุมที่สำคัญ 3 การประชุมได้แก่
การประชุมกลุ่มองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคและกลุ่มภาษา (Meetings of
Regional and Linguistic Groups) การประชุมสำนักงานฝ่ายบริหาร
(Meeting of the Bureau) และการประชุมสมัชชาใหญ่ (General
Assembly) มีผู้แทนจากศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าที่เป็นสมาชิก WCCJ เข้าร่วมประชุม จำนวน
122 ประเทศ
สำหรับการประชุมกลุ่มองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคและกลุ่มภาษา เป็นการประชุมที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้กลุ่มต่าง ๆ ภายใต้กรอบความร่วมมือ WCCJ ได้หารือและพิจารณาในประเด็นสำคัญต่าง ๆของแต่ละภูมิภาคและกลุ่มภาษา ในการนี้ การประชุมกลุ่มองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคของสมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย (AACC) ได้จัดประชุมเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ช่วงเช้าโดยศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทำหน้าที่ประธานการประชุมในฐานะประธานสมาคมฯ และมีวาระพิจารณาที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การคัดเลือกองค์กรสมาชิก AACC และเสนอชื่อเป็นผู้แทนภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย เพื่อทำหน้าที่ในการประชุมสำนักงานฝ่ายบริหาร โดยมีวาระ 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569 – 2571 เนื่องจากวาระของผู้แทนภูมิภาคเอเชียและโอเชียในปัจจุบัน ซึ่งได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐทูร์เคียจะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2568 ในโอกาสนี้ ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในฐานะประธานสมาคม AACC ได้เสนอชื่อศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐทูร์เคียเป็นผู้แทนภูมิภาคอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากองค์กรสมาชิก AACC บางองค์กรมีความเห็นว่าควรเปิดโอกาสให้สมาชิก AACC ที่ไม่เคยเป็นผู้แทนภูมิภาคมาก่อน ทำหน้าที่ในการประชุมสำนักงานฝ่ายบริหาร วาระปี พ.ศ. 2569 – 2571 ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐทูร์เคียจึงถอนชื่อ และพร้อมกันนั้น ที่ประชุมได้มีฉันทามติเสนอชื่อศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นผู้แทนภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียเพื่อทำหน้าที่ในการประชุมสำนักงานฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ การพิจารณาและมีมติเห็นชอบให้ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นผู้แทนภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียดังกล่าวเป็นอำนาจของสมัชชาใหญ่ซึ่งมีกำหนดจัดประชุมในช่วงบ่ายของวันที่ 30 ตุลาคม 2568
ส่วนการประชุมสำนักงานฝ่ายบริหารของ WCCJ ได้จัดขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ช่วงบ่ายโดยที่ประชุมได้พิจารณาระเบียบวาระเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของ WCCJ มีวาระพิจารณาที่สำคัญ เช่น
- ผลการดำเนินงานของฝ่ายเลขาธิการ และรายงานทางการเงินของ WCCJ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่ฝ่ายเลขาธิการ WCCJ นำเสนอ
- การพิจารณาองค์กรสมาชิก WCCJ ที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่ฯ ครั้งถัดไป โดยเป็นวาระของสมาชิกจากภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งที่ประชุมมีฉันทามติให้ศาลรัฐธรรมนูญสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ฯ ครั้งถัดไป ซึ่งเป็นครั้งที่ 7
- การแก้ไขเพิ่มเติมธรรมนูญ WCCJ เพื่อเพิ่มกลุ่มองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคและศาสนาภายใต้กรอบการดำเนินงานของ WCCJ จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่
1) The Conference
of Constitutional Jurisdictions of the Islamic World (CCJ-I) ซึ่งเป็นการประชุมเขตอำนาจทางรัฐธรรมนูญของกลุ่มศาสนาอิสลาม เสนอโดยศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐทูร์เคีย
2) The Conference
of Constitutional Jurisdictions of the Turkic World (TURK-AY) ซึ่งเป็นการประชุมเขตอำนาจทางรัฐธรรมนูญของกลุ่มประเทศเติร์ก
เสนอโดยศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐทูร์เคีย
3) The Balkan Constitutional Courts Forum (BCCF) ซึ่งเป็นเวทีการประชุมของศาลรัฐธรรมนูญของประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน (ภูมิภาคตอนใต้ฝั่งตะวันออกของทวีปยุโรป) เสนอโดยศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย
ในการนี้ ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า ควรมีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาหลักเกณฑ์การเพิ่มกลุ่มองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค กลุ่มภาษา และศาสนาภายใต้ธรรมนูญ WCCJ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและป้องกันกรณีองค์กรสมาชิก WCCJ เป็นสมาชิกกลุ่มหลายกลุ่ม แล้วจึงพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมธรรมนูญ WCCJ ต่อไปในภายหน้า หลังจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีความแน่นอนแล้ว โดยที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายเลขาธิการ WCCJ ดำเนินการศึกษาและยกร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว ทั้งนี้ มติดังกล่าวนี้จะเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่เพื่อมีมติเห็นชอบแนวทางการศึกษาหลักเกณฑ์อีกครั้งหนึ่ง
- การพิจารณาร่างแถลงการณ์กรุงมาดริด (Madrid Communiqué) อันเป็นแถลงการณ์ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการรับรองสิทธิมนุษยชนของอนุชนรุ่นถัดไป โดยให้ความสำคัญกับการใช้กระบวนการยุติธรรมและกลไกทางกฎหมายในการคุ้มครองศักดิ์ศรี สิทธิและเสรีภาพของอนุชนรุ่นหลัง ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศที่จะต้องสะอาด ปลอดภัย และยั่งยืน การคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิทางดิจิทัลและเทคโนโลยี การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลอย่างเท่าเทียม และการกำกับดูแลนวัตกรรมทางเทคโนโลยีบนพื้นฐานจริยธรรม นอกจากนี้ ร่างแถลงการณ์ยังให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่า กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าจะต้องได้รับการประกันความเป็นอิสระ ปราศจากภัยคุกคามหรืออิทธิพลใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อจะสามารถวินิจฉัยอรรถคดีและป้องกันล่วงหน้าต่อเหตุหรือการกระทำที่อาจนำไปสู่การล้มล้างการปกครองของชาติ ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวมีความสอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 49 อีกทั้งยังมีอำนาจวินิจฉัยในลักษณะเกินคำขอเพื่อระงับข้อพิพาทหรือป้องกันเหตุร้ายแรงอันกระทบต่อความสมานฉันท์และสันติสุขในสังคม ในการนี้ ที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ฯ และให้เสนอต่อที่ประชุมใหญ่เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป
ด้านการประชุมสมัชชาใหญ่ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 - 30 ตุลาคม 2568 โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ ส่วนที่หนึ่ง การอภิปรายทางวิชาการ และส่วนที่สอง การประชุมเพื่อพิจารณาและมีมติในประเด็นการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของ WCCJ ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้นำเสนอการอภิปรายทางวิชาการในการประชุมส่วนที่หนึ่ง โดยมีสาระสำคัญเน้นย้ำว่าความเป็นอิสระของศาลรัฐธรรมนูญมิใช่เอกสิทธิ์ของฝ่ายตุลาการ หากแต่เป็นหลักประกันของสังคม เพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งความยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ หลักนิติธรรม และสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าจะต้องมีอิสระในการพิจารณาวินิจฉัยอรรถคดีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย และหลักการทางนิติศาสตร์ โดยปราศจากการแทรกแซงในทุกรูปแบบ รวมทั้งการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นจากสาธารณะ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าจะต้องมีความเป็นอิสระในด้านการบริหารงาน และด้านงบประมาณ ทั้งนี้ การอภิปรายของประธานศาลรัฐธรรมนูญได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก WCCJ ที่ประชุมจึงได้นำสาระสำคัญของการอภิปรายดังกล่าวไปบรรจุไว้ในร่างแถลงการณ์กรุงมาดริด
ส่วนการประชุมส่วนที่สองของสมัชชาใหญ่ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 30 ตุลาคม 2568 นั้นที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นผู้แทนภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียเพื่อทำหน้าที่ในการประชุมสำนักงานฝ่ายบริหาร วาระปี พ.ศ. 2569 - 2571 และมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาหลักเกณฑ์การเพิ่มกลุ่มองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค กลุ่มภาษา และกลุ่มศาสนา ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมธรรมนูญฯ นอกจากนี้ยังมีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์กรุงมาดริดด้วย
ในส่วนของพิธีปิดประชุมสมัชชาใหญ่ ที่ประชุมได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลีเปที่ 6 แห่งราชอาณาจักรสเปน เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีปิดการประชุม โดยได้มีพระราชดำรัสสนับสนุนภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าในการรักษาความยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ หลักนิติธรรมและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับประธานศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าหรือผู้แทนจากประเทศสมาชิก WCCJ อันรวมถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
----------------------------------------------------------------