การเข้าร่วมการประชุมกฎหมายโลก (World Law Congress) ประจำปี ๒๐๒๕ ระหว่างวันที่ ๔ - ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ณ กรุงซานโตโดมิงโก สาธารณรัฐโดมินิกัน
นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ในฐานะประธานสมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย (AACC) มอบหมายให้นายนภดล
เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสมาคม AACC พร้อมด้วย นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เข้าร่วมการประชุมกฎหมายโลก (World Law Congress) ประจำปี 2025 ณ กรุงซานโตโดมิงโก สาธารณรัฐโดมินิกัน
โดยการประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 - 6 พฤษภาคม
2568 ในโอกาสนี้ นายสุรพล มณีพงษ์ เลขานุการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ได้เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุม นายนภดล
เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้พบและสนทนากับนายเอนริเก้ อาร์นัลโด
อัลคูบิยา ประธานการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญภูมิภาคไอเบอโร - อเมริกา (CIJC) โดย CICJ
เป็นองค์กรความร่วมมือทางรัฐธรรมนูญของภูมิภาคไอเบอโร - อเมริกา ซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ
(MOU)
ระหว่าง AACC และ CICJ เมื่อวันพฤหัสบดีที่
19 กันยายน 2567 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
สำหรับการประชุมกฎหมายโลก ปี 2025 (World Law Congress 2025)
เป็นเวทีการประชุมที่ดำเนินงานโดยภาคประชาสังคม ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรและองค์กรเอกชนด้านกฎหมายต่าง
ๆ อาทิ สมาคมนักกฎหมายโลก (World Jurist Association - WJA) ซึ่งเป็นองค์กรผู้สนับสนุนหลักที่มีสถานะที่ปรึกษาพิเศษให้แก่สหประชาชาติ
มูลนิธิกฎหมายโลก (World Law Foundation - WLF) เป็นมูลนิธิจดทะเบียนในราชอาณาจักรสเปน และมูลนิธิคอนราด อเดนาวร์ (Konrad-Adenauer-Stiftung
- KAS)
มูลนิธิจดทะเบียนในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่ให้การสนับสนุนงานด้านกฎหมายและงานนิติบัญญัติในประเทศต่าง
ๆ ทั่วโลก เป็นต้น
เวทีการประชุมครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่เปิดโอกาสให้ผู้พิพากษาและตุลาการจากประเทศต่าง
ๆ รวมทั้งบุคลากรในวงการกฎหมาย เช่น นักวิชาการ
และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและการพิทักษ์สิทธิมนุษยชน
ได้เข้าร่วมประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี
และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย
และการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยได้รับเกียรติจากองค์ปาฐกประมาณ 57
ท่าน จากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก นำเสนอและบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ ผู้พิพากษาศาลฎีกา
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นักวิชาการและนักวิจัยจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ
รวมทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากองค์การต่าง ๆ ในระดับนานาชาติ ภายใต้หัวข้อการประชุม
จำนวน 56 หัวข้อ โดยมีหัวข้อที่มีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับประเด็นทางรัฐธรรมนูญ
จำนวน 12 หัวข้อ อาทิ หลักการสากลของรัฐธรรมนูญ (Constitutional Universal Principles)
ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการ รวมทั้งความปลอดภัยส่วนบุคคลของผู้พิพากษาและตุลาการ
(Judicial Independence and Personal Safety)
การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย (Reviewing the
Constitutionality of Laws)
ความสัมพันธ์ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญและศาลอื่น ๆ (Interrelations Between
Constitutional and Ordinary Courts) และความยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญในมุมมองเปรียบเทียบ
(Constitutional Justice in a Comparative View) เป็นต้น
นอกจากนี้ การประชุมยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมองค์กรภาครัฐที่ดำเนินงานด้านกฎหมาย
หลักนิติธรรม และสิทธิมนุษยชน ทั้งในระดับนานาชาติและระดับภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อประชาธิปไตยผ่านกฎหมาย หรือคณะกรรมาธิการเวนิส
(European Commission for
Democracy through Law, Venice Commission) ตลอดจนองค์กรความร่วมมือทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายระดับภูมิภาค
เช่น AACC หรือ CIJC เป็นต้นซึ่งในการประชุมครั้งนี้ องค์ปาฐกจากประเทศและองค์กรต่าง
ๆ ได้นำเสนอและอ้างอิงผลการศึกษาวิจัยและข้อแนะนำของคณะกรรมาธิการเวนิสประกอบการบรรยายด้วย
ดังนั้น ผลจากการประชุมในครั้งนี้จึงก่อให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวาง รวมทั้งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้เข้าร่วมประชุม
ซึ่งรวมถึงคณะผู้แทนศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและสมาคม AACC ที่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ต่าง ๆ ตลอดจนพิจารณานำข้อมูลที่ได้รับมาปรับใช้ในการดำเนินงานด้านการพิจารณาวินิจฉัยคดี
กระบวนการยุติธรรม และการพิทักษ์สิทธิมนุษยชน
ในการนี้
สามารถสรุปสาระสำคัญของการประชุมได้เป็นประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
1. หน้าที่สำคัญของฝ่ายตุลาการ
แม้การจัดระบบฝ่ายตุลาการในแต่ละประเทศอาจมีลักษณะแตกต่างกันตามแนวคิดการจัดระบบศาล
บางประเทศอาจใช้ระบบอังกฤษที่ฝ่ายตุลาการมีลักษณะรวมศูนย์ (Centralisation) โดยมีศาลยุติธรรมเป็นศาลเพียงหนึ่งเดียวที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่าง
ๆ และแบ่งระดับชั้นของศาลในรูปแบบศาลคู่
เพื่อให้ศาลสูงมีอำนาจกลั่นกรองคำพิพากษาของศาลล่าง และมีศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุดของรัฐ
ในขณะที่บางประเทศอาจใช้ระบบของภาคพื้นทวีปยุโรป ซึ่งแบ่งศาลออกเป็นศาลต่าง ๆ ในลักษณะคู่ขนาน
(Decentralisation) แต่ละศาลมีเขตอำนาจเฉพาะในแต่ละด้าน อาทิ
ศาลรัฐธรรมนูญมีเขตอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย
ศาลปกครองมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองซึ่งเป็นปัญหาข้อพิพาทเกี่ยกับการใช้อำนาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่รัฐ
หรือศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น
เป็นต้น โดยในระบบศาลคู่ขนาน ศาลแต่ละศาลอาจกำหนดให้มีศาลสูงและศาลล่างในรูปแบบศาลคู่
เพื่อกลั่นกรองตรวจสอบคำพิพากษา หรืออาจกำหนดให้มีศาลเพียงชั้นเดียวก็ได้ นอกจากนี้
ในแต่ละศาล จะมีศาลสูงสุดภายในองคาพยพของตน ในระบบนี้รัฐจึงไม่มีศาลสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้การจัดระบบฝ่ายตุลาการของแต่ละประเทศจะมีลักษณะแตกต่างกัน
แต่หน้าที่สำคัญที่ฝ่ายตุลาการในทุกระบบล้วนมีความรับผิดชอบเช่นเดียวกัน คือ
การทำหน้าที่เป็นองค์กรสุดท้ายในการพิพากษาหรือวินิจฉัยปัญหาข้อพิพาทต่าง ๆ (the
last resort) เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และธำรงความยุติธรรมอันจะก่อให้เกิดความสงบสันติสุขขึ้นแก่สังคม
2. ความสำคัญของการพิจารณาวินิจฉัยเพื่อพิทักษ์ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
และความสำคัญของความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการ
สำหรับคดีรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเป็นการพิจารณาวินิจฉัยของศาลเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือร่างกฎหมาย
ทั้งที่เป็นการตรวจสอบในรูปแบบนามธรรม (abstract review) กล่าวคือ
การตรวจสอบปัญหาว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือร่างกฎหมายขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
หรือไม่ โดยยังไม่มีประเด็นพิพาทเกิดขึ้นซึ่งจะต้องใช้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแก่คดีใดคดีหนึ่ง
หรือการตรวจสอบในรูปแบบรูปธรรม (concrete review)
อันเป็นกรณีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับในคดีใดคดีหนึ่ง
นั้น นับเป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของศาลที่มีต่อรัฐ ประชาชน และสังคม
เนื่องจากการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้มีความเกี่ยวข้องกับการพิทักษ์ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกครองโดยกฎหมายตามหลักนิติธรรม
เพราะรัฐธรรมนูญเป็นเอกสารทางกฎหมายที่บัญญัติโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของประเทศ
รวมทั้งบัญญัติรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทำให้ผู้มีอำนาจไม่สามารถใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจแบบรวมศูนย์อำนาจในทางที่จะส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม
หรือส่งผลกระทบต่อการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ด้วยเหตุนี้
การพิทักษ์ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญมิให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือร่างกฎหมายใดขัดหรือแย้งได้
จึงเป็นหน้าที่สำคัญที่ศาลจะต้องดำเนินการให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ใช้อำนาจรัฐและองคาพยพทุกองคาพยพของรัฐดำเนินการต่าง
ๆ ตามกลไกของหน้าที่และอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
อันจะเป็นหลักประกันได้ว่า ผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะไม่กระทำการใด ๆ ตามความพึงพอใจโดยไม่ชอบธรรม
และไม่อาจกระทำการใดที่จะละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้
ในการนี้ เพื่อสนับสนุนให้ฝ่ายตุลาการสามารถทำหน้าที่ในการพิทักษ์ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
รวมทั้งการผดุงความยุติธรรมตามหลักนิติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้พิพากษาและตุลาการจึงจำเป็นต้องได้รับการประกันความเป็นอิสระในการทำหน้าที่
โดยองค์ประกอบที่จะส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นอิสระของศาล มีดังนี้
ประการแรก ฝ่ายตุลาการต้องเป็นสถาบันศาลที่มีความมั่นคง (institutionalisation)
เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยปราศจากอิทธิพลหรือการแทรกแซงจากฝ่ายหรือบุคคลใด
ๆ รวมทั้งผู้พิพากษาและตุลาการต้องปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยอรรถคดีให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับหลักนิติธรรม
ประการที่สอง
ในการพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยอรรถคดี นั้น ผู้พิพากษาและตุลาการต้องได้รับความเคารพในศักดิ์ศรี
(dignity) เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่อำนวยความยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลแห่งคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยมีความศักดิ์สิทธิ์ มีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
เพราะมิเช่นนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อผลบังคับของคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยซึ่งจะทำให้สังคมเกิดความวุ่นวาย
ปราศจากข้อยุติในประเด็นพิพาทต่าง ๆ
ประการที่สาม ผู้พิพากษาและตุลาการต้องมีความซื่อสัตย์ (integrity)
กล่าวคือ ผู้พิพากษาและตุลาการต้องยึดมั่นในหลักจริยธรรม
ความเป็นกลาง และปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยอรรถคดีตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใด ๆ รวมทั้งต้องปราศจากอคติหรือผลประโยชน์ส่วนตัว
เพื่อให้สังคมและสาธารณะไว้วางใจและเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาหรือตุลาการ
รวมทั้งระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
ประการที่สี่ ศาลต้องได้รับการประกันความเป็นอิสระ โดยฝ่ายใดหรือผู้ใดจะใช้อิทธิพลหรือแทรกแซงศาลในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติมิได้
ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายสูงสุด คือ ผลแห่งคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยได้รับการเคารพเป็นที่ยุติ
ประชาชนและสังคมได้รับการพิทักษ์ความยุติธรรม สังคมบังเกิดความสงบสุขบนพื้นฐานของความเป็นธรรม
3. องค์ประกอบสำหรับการปรับใช้และดำเนินการตามหลักนิติธรรม
หลักนิติธรรม (rule of law) เป็นหลักการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทางกฎหมาย
เนื่องจากหลักนิติธรรมเป็นหลักการพื้นฐานแห่งความถูกต้องชอบธรรมในระบบกฎหมายทุกระบบ
บทบัญญัติแห่งกฎหมายทุกระดับชั้น ทั้งกฎหมายในรัฐและกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน
ในการนี้ คณะกรรมาธิการเพื่อประชาธิปไตยผ่านกฎหมายแห่งสภายุโรป (European
Commission for Democracy through Law) หรือคณะกรรมาธิการเวนิส (Venice
Commission) จึงได้จัดทำองค์ประกอบสำหรับการปรับใช้และดำเนินการตามหลักนิติธรรม
โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ประการที่หนึ่ง หลักความชอบด้วยกฎหมาย (Legality)
สืบเนื่องจากการปกครองที่ถูกต้องชอบธรรม คือ
การปกครองโดยกฎหมาย เพราะกฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ลายลักษณ์อักษรที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ
ด้วยเหตุนี้ องค์ประกอบประการแรกของหลักนิติธรรม
จึงได้แก่หลักความชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งให้ความสำคัญกับความเป็นใหญ่ของกฎหมาย
โดยในการปกครอง กฎหมายถือเป็นกฎเกณฑ์สูงสุดที่ผูกพันทุกภาคส่วนของสังคม
ทั้งหน่วยงานของรัฐ เอกชน และปัจเจกชน ดังนั้น
ทุกภาคส่วนของสังคมจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารหรือการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจ
หรือการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ
เป็นต้น นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายจะต้องปราศจากการเลือกปฏิบัติตามหลักการความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย
ประการที่สอง ความมั่งคงแห่งนิติฐานะของกฎหมาย (Legal Certainty)
กฎหมายเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไปในสังคม
จึงต้องมีความชัดเจนและคาดการณ์ได้ ไม่แปรเปลี่ยนไปตามอำเภอใจของผู้ปกครอง
การแก้ไขเพิ่มเติมหรือปรับปรุงกฎหมายต้องกระทำโดยองค์กรที่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดเจนและเป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติ
นอกจากนี้ กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายอาญา
ต้องไม่มีผลย้อนหลัง ส่วนการทำหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ
การพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยอรรถคดีของศาลจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเปิดเผยต่อสาธารณะ
และประการสำคัญคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลต้องมีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตาม
ทั้งแก่คู่กรณีในคดีอาญาและคดีแพ่ง และผูกพันแก่ทุกองค์กรในคดีรัฐธรรมนูญ
ประการที่สาม การป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิด (Prevention of Abuse of Powers)
การใช้อำนาจของผู้ใช้อำนาจรัฐ
ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจมหาชนหรืออำนาจปกครอง
จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้เท่านั้น
การกระทำตามอำเภอใจย่อมไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม ในการนี้
จำเป็นต้องมีกลไกและกระบวนการป้องกัน แก้ไข และเยียวยา การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม
ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การใช้บังคับกฎหมายมีความชอบธรรม และกฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์
ได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
ซึ่งกลไกและกระบวนการดังกล่าว มีอาทิ
การแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย
การให้ศาลมีเขตอำนาจตรวจสอบการกระทำทางปกครอง หรือการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมิให้ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นต้น
ประการที่สี่ ความเสมอภาคภายใต้ตามกฎหมายและการไม่เลือกปฏิบัติ
(Equality Before the Law
and Non-Discrimination)
หลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
ไม่ว่าด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ เพศ ศาสนา หรือเหตุอื่นใด
นับเป็นหลักการพื้นฐานประการหนึ่งของหลักนิติธรรม ดังนั้น
การใช้บังคับกฎหมายจึงต้องเป็นไปโดยเท่าเทียมกันอย่างเสมอภาค
ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมให้สังคมมีความยุติธรรมและสงบสุขแล้ว
ยังจะช่วยสนับสนุนให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์
สมาชิกทุกภาคส่วนของสังคมยอมรับและปฏิบัติตามด้วย
ประการที่ห้า การเข้าถึงความยุติธรรม (Access to Justice)
การเข้าถึงความยุติธรรมเป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการทางกฎหมาย
เมื่อบุคคลหรือองค์กรถูกล่วงละเมิดสิทธิหรือได้รับความไม่เป็นธรรม ดังนั้น
การเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเหมาะสมจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของหลักนิติธรรม
เพื่อที่บุคคลหรือองค์กรดังกล่าวจะสามารถเรียกร้องความเป็นธรรม
และได้รับการเยียวยาจากการกระทำที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยการเข้าถึงความยุติธรรมที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นได้เมื่อองค์กรในกระบวนการยุติธรรมสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยความเป็นกลาง
ไม่ถูกแทรกแซง ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลใด ๆ
รวมทั้งปราศจากอคติ พร้อมทั้งดำเนินการต่าง ๆ ตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติ เช่น
กระบวนการยุติธรรมต้องมีความโปร่งใสและไม่ล่าช้า ศาลและผู้พิพากษาและตุลาการจะต้องพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยอรรถคดีตามที่กฎหมายบัญญัติด้วยความเป็นกลาง
เป็นต้น
โดยสรุปแล้ว กล่าวได้ว่า
หลักนิติธรรมเป็นหลักการแห่งกฎหมายที่ส่งเสริมให้สังคมเกิดความสงบสันติสุข
ประชาชนได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์บนพื้นฐานของความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย
เพื่อให้สังคมบังเกิดความเป็นธรรม หลักนิติธรรมจึงแตกต่างจากหลักการใช้อำนาจ (rule of force)
ซึ่งผู้ปกครองตัดสินใจกระทำการต่าง ๆ ตามอำนาจและอำเภอใจ
ทำให้สังคมขาดความมั่นคงแน่นอน ประชาชนใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว และนำไปสู่ความวุ่นวายของสังคมในท้ายที่สุด
4. ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมาย การปกครองระบอบประชาธิปไตย และการคุ้มครองสิทธิ
และเสรีภาพของประชาชน
ประชาชนทุกคนเป็นผู้มีสิทธิและเสรีภาพโดยกำเนิด
รัฐจึงมีหน้าที่ต้องรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้ประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาค
เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดถูกล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวได้ นอกจากนี้การใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรมและไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ตลอดจนหลักนิติธรรม ก็จะต้องถูกป้องกันหรือแก้ไขมิให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้
กฎหมายซึ่งเป็นกฎเกณฑ์การใช้อำนาจและหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อกันของสมาชิกในสังคม จึงเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
เพราะจะช่วยป้องกันมิให้ผู้มีอำนาจสามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจ
หรือกระทำการใดในลักษณะเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้มีอำนาจและสมาชิกของสังคมต้องพึงตระหนักเสมอว่า
กฎหมายมิใช่เป้าหมายสูงสุดของสังคม หากแต่กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือที่สำคัญของสังคมเท่านั้น
เนื่องจากกฎหมายที่มีความชอบธรรมสอดคล้องกับหลักนิติธรรมจะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดที่แท้จริงของสังคม
อันได้แก่ ความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม
ในการนี้
การปกครองที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ได้แก่ การปกครองระบอบประชาธิปไตย
เนื่องจากเป็นการปกครองระบอบเดียวที่เกิดขึ้นจากหลักการสำคัญ คือ
อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
องค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยจึงเป็นเพียงผู้ใช้อำนาจของปวงชน นอกจากนี้ การดำเนินการต่าง
ๆ ในการใช้อำนาจอธิปไตยต้องเป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด
รวมทั้งบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักนิติธรรม กล่าวได้ว่า
การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
และก่อให้เกิดความสงบสันติสุขในสังคมได้อย่างแท้จริง
5. ประโยชน์และอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาใช้ในกระบวนการยุติธรรม
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในหลายด้าน
รวมทั้งด้านกระบวนการยุติธรรม
โดยศาลและองค์กรในกระบวนการยุติธรรมอาจพิจารณานำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้เพื่อสนับสนุนงานด้านต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการระงับข้อพิพาททางเลือก เช่น การไกล่เกลี่ย
หรือการอนุญาโตตุลาการ เป็นต้น เนื่องจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากและนำมาวิเคราะห์
สังเคราะห์ผลลัพธ์ การดำเนินงานของปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงอาจนำไปสู่ข้อเสนอแนวทาง
(solution) ในการระงับข้อพิพาทที่มีประสิทธิภาพและมีความเป็นกลาง
ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทางกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ การทำงานปัญญาประดิษฐ์
(AI) ยังเป็นไปตามฐานข้อมูลที่ได้รับ เพื่อนำไปวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อเสนอแนวทางด้วยความเป็นกลาง
ปราศจากอคติและการแทรกแซง
จึงช่วยสนับสนุนให้กระบวนการยุติธรรมมีความโปร่งใสและความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในกระบวนการยุติธรรมยังคงเผชิญข้อท้าทายที่สำคัญ
กล่าวคือ การขาดกฎหมายที่รองรับอย่างเหมาะสมเพื่อสนับสนุนให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถดำเนินงานได้ตามศักยภาพที่แท้จริง
ซึ่งในปัจจุบันหลายประเทศยังคงขาดกรอบนโยบายทางนิติบัญญัติที่จะนำไปสู่การตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมทั้งการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI)
มาใช้ในกระบวนการทางกฎหมายอาจถูกตั้งข้อคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมและความน่าเชื่อถือ
ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ จึงควรทำการศึกษาถึงแนวทางในการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งพิจารณาการตรากฎหมายที่จะรองรับให้สามารถนำปัญญาประดิษฐ์
(AI) มาใช้งานได้อย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิผลต่อไป
6. พิธีปิดการประชุมกฎหมายโลก ปี 2025
พิธีปิดการประชุมกฎหมายโลก ปี 2025 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัย Autonomous University of Santo Domingo (UASD) กรุงซานโตโดมิงโก สาธารณรัฐโดมินิกัน โดยในพิธีดังกล่าว การประชุมฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระราชาธิบดี Felipe ที่ 6 แห่งราชอาณาจักรสเปน เสด็จฯ เข้าร่วมในพิธีปิดและมีพระราชดำรัสปิดการประชุม รวมทั้งได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญในสายงานกฎหมายและการปกครองกล่าวสุนทรพจน์ปิดการประชุมด้วย โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
สมเด็จพระราชาธิบดี Felipe ที่ 6
แห่งราชอาณาจักรสเปน มีพระราชดำรัสว่า พระองค์ทรงยืนยันความสำคัญของการธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย
พร้อมทั้งทรงเน้นย้ำว่าระบอบการเมืองที่มั่นคงแข็งแกร่งนั้น
ต้องตั้งมั่นบนพื้นฐานของความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย รวมถึงการพิทักษ์สิทธิของประชาชน
นอกจากนี้ ยังทรงให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรม
ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญทั้งในทางกฎหมายและการปกครอง โดยหลักนิติธรรมจะช่วยส่งเสริมให้การปกครองของรัฐมีความยั่งยืน
เป็นการปกครองที่มิได้มาด้วยอำนาจหรือการใช้กำลัง
ประธานาธิบดี Luis Abinader แห่งสาธารณรัฐโดมินิกัน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงระบบและกระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัย
รวมทั้งการปฏิบัติตามหลักนิติธรรมซึ่งเป็นรากฐานแห่งความวัฒนาสถาพรของชาติ
นอกจากนี้ รัฐจะต้องตระหนักหน้าที่การคุ้มครองศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชนของพลเมือง
รวมทั้งการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ตลอดจนทุ่มเททรัพยากรและความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบ
เพราะการทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นองค์ประกอบที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศมิให้ก้าวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นาย Javier Cremades
ประธานสมาคมนักนิติศาสตร์โลก (the President of the World Jurist Association) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินงานโดยองค์กรความร่วมมือที่มิใช่รัฐบาล
(non-governmental organization) ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคม
ในการสนับสนุนภาครัฐเกี่ยวกับงานด้านกฎหมาย หลักนิติธรรม และสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้
และแนวปฏิบัติที่ดีของผู้ปฏิบัติงานด้านรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ผ่านการสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในประเด็นทางรัฐธรรมนูญ กฎหมาย
สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย รวมทั้งการนำหลักนิติธรรมไปปรับใช้ในด้านต่าง ๆ อาทิ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การส่งเสริมความเป็นอิสระของตุลาการ เป็นต้น
นาย Anthony Kennedy อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่จะช่วยจรรโลงสังคมและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย โดยผู้ที่ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรมต้องมีความซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักกฎหมายรุ่นหลังในการธำรงความยุติธรรมให้บังเกิดขึ้นแก่สังคม ในโอกาสนี้ นาย Anthony Kennedy ได้รับเหรียญเกียรติยศจากสมาคมนักนิติศาสตร์โลก เพื่อเชิดชูผลงานที่โดดเ??